อ.สุทธิวัสส์ คำภา คือ ใคร ?


อาจารย์ สุทธิวัสส์ คำภา คือ ใคร ?The Unknown Master (โดย จัสติน รัตนมงคล)

ครั้งแรก ที่ผมได้เจอ อาจารย์ สุทธิวัสส์ คำภา คือวันที่ผมไปเรียน Pendulum (เพ็นดูลั่ม) ที่ โรงแรม Palazzo แถวถนนรัชดาภิเษก ก่อนหน้านั้นผมไม่รู้เรื่องของอาจารย์สุทธิวัสส์เลย สาเหตุที่ผมมาเรียนวิชานี้ เพราะมีพระอาจารย์ที่สอน โหราศาสตร์ผม “พระอาจารย์อ๊อด” ท่านบอกให้ผมไปเรียน ผมก็เลยมาเรียนเฉยๆแบบงงๆ อยู่เหมือนกัน ผมรู้ว่า Pendulum คืออะไร ผมมีเพื่อนหลาย ๆ คนที่เป็นวิศวกรโยธา Civil Engineer ที่อเมริกาเขาใช้ในการตรวจระดับของถนน ทำนองนี้แหละ และในสาขาวิทยาศาสตร์ที่ผมเคยเรียน และ จำได้เป็นลางๆก็คือ เขาทำอะไรเกี่ยวกับแรงโน้มถ่วง Gravity ประมาณนั้นแหละ ที่ผมมาเรียนเพราะไม่ใช่ ด้วยความ ศรัทธา แต่มาเรียนเพราะเชื่อฟังครูบาอาจารย์

ชั่วโมงแรกอาจารย์สุทธิวัสส์ ท่านก็เล่าประวัติ การเป็นมาของเพ็นดูลั่มช่วงนั้นผมก็เฉยๆ คิดอยู่ในใจว่าเราเสียเงินเสียเวลามาเรียนอะไรนี่ตอนนั้นแอบดูถูกวิชานี้นิดๆ คนที่มาเรียนวันนั้น สังเกตดูก็เป็นคนค่อนข้างมีอายุกันทั้งนั้น ส่วนมากเป็นผู้หญิงตามประสบการณ์ของผมและที่อ่านๆมา ผู้หญิงส่วนมากงมงายมากกว่าผู้ชาย ยิ่งเรื่องลี้ลับ ดูดวง ผู้หญิงจะชอบมากไม่ใช่แค่ประเทศไทยนะครับ ทุกๆประเทศที่ผมเคยไปมา ผู้หญิงชอบมากเรื่องดูดวง ผมรู้จักกับนักเรียนที่เคยไปเรียนที่อเมริกา หลายๆชาติ หลายๆศาสนา ก็มีนิสัยชอบดูดวงเหมือนกัน ผมว่า การที่เรียนรู้เรื่องดูดวงหรือโหราศาสตร์นั้น สามารถสร้างเสน่ห์ให้ตัวเองได้อย่างหนึ่ง ขอบอกกับหนุ่มๆที่คิดว่าตัวเองไม่หล่อ ไม่รวย แถมคารม ไม่เป็นต่อ ให้ไปเรียนโหราศาสตร์หรือวิชาดูดวงต่างๆ รับรองว่าท่านจะมีสาวๆที่อยากจะคุยกับท่านอย่างแน่นอน แต่ไม่แนะนำให้เอาความรู้ที่เรียนมาไปใช้ในทางที่ผิดนะครับ

หลังจากท่านอาจารย์เล่าประวัติของท่าน ว่าท่านเรียนรู้เรื่องนี้มาได้อย่างไร และความเป็นมาของเพ็นดูลั่มแล้ว ท่านก็ให้เราลองใช้พลังจิตเอากระดาษตัดดินสอ นั่นก็ธรรมดาสำหรับผม เพราะเคยเห็นมาก่อนหรือว่าตอนนั้น ผมก็คิดในทางฟิสิกส์ได้ว่า มันก็เป็นไปได้ ในตอนนั้นผมก็สามารถตัดดินสอได้ แต่ผมคิดว่าผมใช้มือของผมตัดดินสอมากกว่าไม่ใช่กระดาษ คือว่าผมเป็นคนที่เชื่ออะไรค่อนข้างยาก เพราะตอนเรียนที่อเมริกาเขาสอนผมให้เชื่อในสิ่งที่เห็นได้ด้วยตาและวิทยาศาสตร์พิสูจน์ได้ ผมเชื่อในหลักวิทยาศาสตร์มาก

พอเรียนต่อไปอีกสักพัก อาจารย์ขออาสาสมัครผมยกมือคนแรกเลย ท่านให้ออกไปยืนที่หน้าห้อง ให้ผมกางแขนออกแล้วให้ผมเกร็งแขนที่ผมถนัด นั่นก็คือแขนขวา หลังจากนั้นท่านให้ใช้มือกดแขนผมลง ผมสามารถต้านแรงกดได้อย่างสบาย หลังจากนั้นท่านก็เรียกลูกสาวของท่าน “น้องสอง”มาจับมือซ้ายของผม แล้วท่านก็กดที่แขนขวาอีกครั้ง คราวนี้ผมต้านทานแรงกดของอาจารย์ไม่ได้เลย ไม่รู้แขนของผมแรงหายไปไหนหมด ผมเองก็เริ่มงงอยู่เหมือนกัน อาจารย์ท่านเป็นคนมีมุขเยอะ ท่านก็พูดว่า ที่ผมหมดแรงเพราะความสวย ของน้องสอง แล้วท่านก็ให้ คุณป้าอีกคนหนึ่งมาจับแขนผม แทนน้องสอง ผมก็ยังหมดแรงไม่สามารถต้านแรงกดได้ หลังจากนั้นท่านก็กดอีกครั้ง โดยไม่ให้ใครจับมือผมเลย คราวนี้ผมมีแรงต้านทานแรงกดของอาจารย์ได้

ตอนนี้เองที่ผมเริ่มเชื่อในสิ่งที่อาจารย์ท่านนี้พูดเป็นเรื่องแปลกที่ผมไม่เคยเรียนรู้มาก่อน ซึ่งก็พิสูจน์ให้เห็นได้ หลังจากนั้น ท่านก็สอนวิธีการใช้ เพ็นดูลั่ม โดยถือเพ็นดูลั่มให้เหนือน้ำในแก้ว แล้วดูว่าเพ็นดูลั่มเป็นอย่างไร เพ็นดูลั่มก็นิ่ง แต่จะให้หมุนก็ไม่ยากอะไรใช้มือแกว่งเองได้ (ผมแอบคิด) ต่อมาท่านได้สอนวิธีส่งพลังไปที่น้ำในแก้วหลังจากนั้นผมต้องประหลาดใจ Oh! my Gosh
เพ็นดูลั่มในมือของผมแกว่งเองผมมั่นใจว่ามือผมนิ่งมาก ตอนนั้นผมขนลุกซู่เลยครับ ผมพยายามลองหลายครั้งถึงขนาดใช้มือทั้งสองข้างจับเพ็นดูลั่มไว้เพื่อไม่ให้มือแกว่งเพราะไม่เชื่อว่าเป็นไปไม่ได้ ผมดีใจที่สามารถทำให้เพ็นดูลั่มหมุนเองได้ และอาจารย์ยังแนะนำให้ลองใช้จิตสั่งให้เพ็นดูลั่มหมุนไปในทิศทางที่ต้องการ ตอนนั้นผมแอบชมตัวเองอยู่ในใจ เรานี่ก็เก่งใช่ย่อยนะ มีพลังจิตกับเขาด้วย ผมสามารถทำให้เพ็นดูลั่มหมุนทั้งแบบทวนเข็มนาฬิกา ตามเข็มนาฬิกา แกว่งจากซ้ายไปขวาหรืหน้าไปหลัง โอ้! ภูมิใจสุดๆ

หลังจากนั้นผมตั้งใจฟังอาจารย์ท่านพูดทุกประโยคเลย แม้ว่าผมเองไม่ค่อยเก่งในเรื่องภาษาไทย แต่รู้ว่าเขามีซีดีขายผมซื้อซีดีทุกแผ่นที่อาจารย์บรรยาย เพราะผมเชื่อแล้วว่าอาจารย์ท่านนี้เป็นคนเก่งที่น่าศึกษาหาความรู้ด้วย ถึงแม้ว่าตอนนั้นผมค่อนข้างเชื่อในการสอนของอาจารย์สุทธิวัสส์ คำภา แล้วแต่ผมก็ยังไม่เชื่อทั้งหมดที่อาจารย์พูด ด้วยจิตวิญญาณของผมที่เชื่อในวิทยาศาสตร์เป็นทุนเดิมอยู่แล้ว และสำหรับคนหน้าไทยใจฝรั่งอย่างผม ของอย่างนี้ต้องลอง ไม่ได้ลองแบบลบหลู่แต่ว่าลองเพราะอยากรู้

หลังจากเรียนเสร็จในวันนั้น ผมรีบกลับบ้าน รีบกินข้าวเย็นอาบน้ำแต่งตัว เพราะคืนนี้ผมจะลองวิชาเพ็นดูลั่ม เหมือนเด็กเห่อของเล่นใหม่ผมลองใช้เพ็นดูลั่ม ทั้งคืน ทั้งนั่งคิดนอนคิด ว่าเป็นไปได้อย่างไร คิดเรื่อยเปื่อยพยายามเชื่อมโยง เอาหลักการต่างๆทั้งทางวิทยาศาสตร์ หรือในวิชาต่างๆที่เคยเรียนมาใช้เพื่ออธิบายสิ่งที่เกิดขึ้น ยิ่งคิด ก็ยิ่งฟุ้งซ่าน ผมเลยโทรไปหาเพื่อนสนิทผมที่อเมริกา ผมเล่าเรื่องทั้งหมดให้เพื่อนฟังว่าผมไปเรียนอะไรมา คุยกันหลายชั่วโมงเหมือนกัน(คืนนั้นหมดไปหลายบาท) เพื่อนผมซึ่งเป็นนักวิศวกรทางหลวง ของรัฐ คาลิฟอร์เนีย Cal Trans ได้มาสารภาพกับผมภายหลังว่า ที่คุยกับผมวันนั้นก็เออๆไปอย่างนั้นเอง เพื่อตัดรำคาญ และเห็นใจที่อุตส่าห์โทรทางไกลมาหา แต่ใจลึกๆเขาคิดว่าผมเพี้ยนไปซะแล้ว

หลังจากนั้นสองอาทิตย์ ผมกลับไปบ้านที่อเมริกา คนแรกที่ผมเล่าเรื่องอาจารย์สุทธิวัสส์ คำภา ให้ฟังก็คือแม่ผมเองแม่ผมเป็นคนที่เชื่อในเรื่องพวกนี้อยู่แล้ว ก็ไม่แปลกอะไรที่แม่จะเชื่อสิ่งที่ผมบอกแม่แอบอมยิ้มนิดๆ เพราะเมื่อก่อนจบจากวิทยาลัยนั้นผมก็เลยกลับบ้านเมืองไทยเลยรู้เรื่องเกี่ยวกับเมืองไทยน้อยมาก แม้รู้ว่า ผมนั้นไม่ได้ เชื่อในเรื่องพวกนี้ถึงแม้ผมจะเกิดในกลุ่มของชาวพุทธ แต่ผมไม่รู้เรื่องศาสนาพุทธเลย แต่ก็รู้ว่าพระพุทธเจ้า คือใคร เพราะเขาสอนในวิชาประวัติศาสตร์ World History เกี่ยวกับเรื่องบุคคลสำคัญของโลก แต่เรื่อง สิ่งที่พระพุทธเจ้าสอนอะไรนั้นผมไม่รู้เรื่องเลย และก็ไม่เคยใส่ใจ คิดเพียงว่า พระพุทธเจ้าท่านคงเป็นแค่นักปรัชญา ธรรมดา เหมือนกับ Aristotle, Socrates, Dante แล้วคนเราก็มาปรุงแต่งเรื่อง อิทธิฤทธิ์ ปาฎิหาริย์ ต่างๆขึ้นเอง ไปที่วัด พระท่านเทศนาบรรยายธรรม เป็นภาษาบาลี นั่งฟังไม่รู้เรื่องเลยสักคำ และเวลาพระท่านแปลผมก็ไม่เคยให้ความสนใจ เพราะส่วนมากท่านจะอ่านจากหนังสือให้ฟัง ผมคิดว่าอ่านเองก็ได้ เป็นอะไรที่น่าเบื่อมากสำหรับผมในตอนนั้น ผมเคยถามแม่ เกี่ยวกับเรื่องพุทธศาสนาและประเพณีต่างๆของชาวพุทธ แม่ผมตอบว่า “ปู่ย่าตายายทำมาแบบนี้ แม่เลยทำตาม” ซึ่งเป็นคำตอบที่คนสมัยใหม่อย่างผมรับไม่ได้ ผมเคยถามคนเถ้าคนแก่ที่วัด ท่านก็ให้คำตอบทำนองเดียวกัน จะถามพระผมเองก็ไม่เคยคิดจะถาม เพราะคิดไปเองว่าท่านคงให้คำตอบคล้ายๆกับแม่ผม ผมเลยสรุปเอาเองว่า แม่ผมและเพื่อนๆของแม่ที่วัดนั้น “งมงายไร้สาระ”แล้วทุกครั้งที่ผมพูดเรื่องนี้กับแม่ ก็ทำให้แม่ผมน้ำตาคลอกับคำพูดถากถางของผม เพราะแม่ไม่สามารถที่จะอธิบายให้ผมเข้าใจได้ แล้วแม่ก็พูดอย่างน้อยใจตัวเองว่า “ก็แม่จบแค่ ป.4 เป็นคนบ้านนอกไม่มีความรู้อะไร” กลับกลายเป็นว่าผมนั้นดูถูกแม่ผมอีก ไปกันใหญ่แล้ว ผมเลยไม่ค่อยพูดหรือถามเรื่องนี้กับแม่สักเท่าไหร่ และทำให้ผมไม่กล้าถามคนอื่นๆที่อเมริกาด้วย

ผมเล่าให้แม่ผมฟังถึงเรื่องที่ผมได้ไปเรียนที่เมืองไทย นอกจากเรื่องเพ็นดูลั่มที่ผมได้เรียน จากท่านอาจารย์สุทธิวัสส์ ท่านก็ยังได้สอน ได้อธิบายเกี่ยวกับเรื่องธรรมะประเพณีต่างๆพลังจิต และอีก หลายๆเรื่อง และเมื่อมีโอกาสถามท่านอาจารย์คำถามที่ผมสงสัยว่า ทำไม ทำไม ทำไม ..... อาจารย์ท่านก็ตอบผมได้หมดทุกข้อ และนอกจากนั้นผมก็ได้ความรู้เพิ่มเติมจากการไปนมัสการพระอาจารย์อ๊อด ท่านก็ช่วยสอนและไขปริศนาให้ผมด้วย ทำให้ผมมีความเข้าใจในศาสนาพุทธมากขึ้น อย่างเช่น

ผมเคยถามท่านอาจารย์ว่า “ผมก็เป็นคนดีไม่ได้ทำให้ใครเดือดร้อน ไม่เป็นภาระของคนอื่น ทำไมผมต้องทำบุญด้วย” ท่านได้ยกตัวอย่างว่า “มีชายอยู่สองคน คนแรกมีต้นมะม่วงอยู่ต้นหนึ่งมีลูกมีผลเต็มต้น ส่วนคนที่สองตอนแรกไม่มีอะไรเลย ก็ปลูกต้นมะม่วงทุกๆวัน ท่านบอกว่า ถ้าอีก สิบปีข้างหน้า ชายคนที่สองก็จะมีสวนมะม่วง แต่คนที่หนึ่งก็ยังคงเก็บมะม่วงจากต้นมะม่วงเพียงต้นเดียว ถ้าโชคร้าย ต้นมะม่วงต้นนั้นเกิดถูกฟ้าผ่า ขาดน้ำตาย ชายคนแรกก็อดกินมะม่วง” คำถามนี้เป็นคำถามสุดฮิตสำหรับพวกนักวิชาการที่ผมรู้จักในอเมริกา

อีกตัวอย่างก็คือ ท่านอาจารย์สุทธิวัสส์สอนให้หาสาเหตุของการเจ็บป่วย ไม่ใช่ผลของการเจ็บป่วย อย่างเช่น ถ้าปวดเข่า ขาตึง ปวดไหล่ อาจจะเกิดจากคนป่วยคนนั้นไม่ทานข้าวเช้าช่วงเวลา 7-9 นาฬิกา หรือว่า ระบบดูดซึมมีปัญหา ทำให้เป็นโรคกระเพาะหรืออุจจาระตกค้างที่ลำไส้ใหญ่ เป็นเพราะเราปลูกฝังว่าถ้าเราเจ็บที่ไหนก็รักษาที่ตรงนั้น เจ็บเข่า ให้กินยา เอายามาทาที่เข่า หรือบางคนถึงกับผ่าตัด หายไม่ถึงปีก็กลับมาปวดอีกเหมือนเดิม จริงๆแล้ว เพียงแก้ที่ต้นเหตุ รับประทานอาหารมื้อเช้าทุกวัน หรือเอาอุจจาระ ตกค้างออกจากลำไส้ใหญ่ด้วยการทานผักบุ้งไทย 2 กำมือ ถ้าหาผักบุ้งไทยไม่ได้ทานกระเจี๊ยบเขียว หรือ เม็ดแมงลัก ก็ได้ผลแล้ว

หลังจากที่ผมคุยกับแม่ เรื่องอาจารย์ได้ไม่นาน เพื่อนสนิทผมก็มาที่บ้าน ผมก็เลยถือโอกาส สอนการใช้เพ็นดูลั่มให้เขาเลย เพราะเพียงแค่พูดให้ฟัง เพื่อนผมไม่มีทางเชื่อมแน่นอน เขานิสัยเหมือนผม ไม่เห็นกับตา ไม่มีทางเชื่อ แล้วผมก็สร้างความงวยงงให้กับเพื่อนผม เพื่อนคนนี้เป็นคนที่ฉลาดมาก เรียนได้เกียรตินิยมตลอด รอบรู้หลายๆเรื่อง เป็นหนอนหนังสือตัวจริง ผมก็บอกแบบท้าทายกับเพื่อนคนนี้ว่า ให้เขาใช้ความรู้ที่เขามีช่วยอธิบายหน่อย ว่ามันเป็นเช่นนี้ได้อย่างไร ทำไม เพ็นดูลั่มถึงหมุนเองได้ ทั้งๆที่มือเราไม่ได้แกว่งและสามารถบังคับให้ไปเองได้ทุกทิศ ด้วยจิต ทุกวันนี้เพื่อนผมคนนี้ก็ยังหาคำตอบให้ผมไม่ได้ แต่ถ้าท่านผู้อ่านท่านใดที่เคยเรียนเพ็นดูลั่มกับท่านอาจารย์สุทธิวัสส์ แล้วรู้สาเหตุว่าเพ็นดูลั่มหมุนได้อย่างไร อธิบายได้ในทางวิทยาศาสตร์ ช่วยบอกผมด้วยผมจะได้เอาไปบอกคนอื่นต่อไป

หลังจากสร้างความมึนงงให้กับเพื่อนๆที่อเมริกาแล้ว ช่วงที่ผมอยู่ที่นั่นผมก็พยายามค้นหาข้อมูลเกี่ยวกับวิชาเพ็นดูลั่ม ทั้งในห้องสมุด อินเตอร์เน็ตและร้านหนังสือชั้นนำหลายแห่ง ปรากฏว่าได้พบข้อมูลเยอะพอสมควรแต่การสอนของนักเพ็นดูลั่มในหลายๆประเทศนั้น มีการสอนแบบที่เข้าใจยากมากสำหรับผม ทฤษฎีเยอะไปหมด อ่านไปก็งงเหมือนกันหมุนซ้ายหมายความว่าอย่างนี้ หมุนขวาหมายวามว่าอย่างนั้น หมุนไปข้างหน้า หมุนไปข้างหลัง แต่การค้นคว้าครั้งนั้นทำให้ผมได้รู้ว่ามีคนใช้เพ็นดูลั่มในหลายๆประเทศเหมือนกัน และเขาได้ใช้เพ็นดูลั่มในพิธีการต่างๆทั้งในทางศาสนาและค้นคว้าต่างๆด้วย

ผมได้กลับมาเมืองไทยอีกครั้งหลังจากสร้างความสงสัยให้กับเพื่อนๆระดับปัญญาชนที่อเมริกาหลายคน เพื่อนๆฝากความหวังไว้กับผมให้ผมมาเรียนรู้เพิ่มเติมจากอาจารย์สุทธิวัสส์แล้วกลับไปสอนพวกเขา ตามนิสัยของผมและกลุ่มเพื่อนๆก็คือ รู้อะไรก็ต้องรู้ให้จริงให้ได้แล้วผมเองจะทำอย่างไรถึงจะรู้จักกับอาจารย์สุทธิวัสส์ ผมก็เลยลงทุนซื้อวิทยุเพราะตอนเรียนเพ็นดูลั่ม ท่านบอกว่าท่านออกรายการวิทยุ วิทยุเครื่องแรกที่ผมซื้อเป็นยี่ห้อดังและราคาแพงพอสมควร แต่ใช้ฟังรายการวิทยุของอาจารย์ไม่ได้ เพราะท่านออกคลื่น AM แล้ววิทยุเครื่องที่ผมซื้อมารับคลื่น AM ไม่ได้เพราะเครื่องนั้นมีแต่ FM ผมเลยต้องไปซื้อยี่ห้อ ธานินทร์ เสียงดังฟังชัดถูกด้วย Made in Thailand
บางครั้งเวลาเพื่อนๆและน้องๆที่สนิทกันมาที่บ้านผม เมื่อเห็นวิทยุของผม เขาก้อล้อผมบ่อยๆว่า ไม่น่าเชื่อว่าผมจะใช้วิทยุรุ่นนี้ แล้วยังมีขายอยู่อีกเหรอ เพราะส่วนมากแล้วผมเป็นพวกบ้าเครื่องมือทันสมัยบ้าเทคโนโลยี (Technology) ใหม่ๆ อย่างเช่น ผมชอบซื้อมือถือรุ่นล่าสุด แต่ก็ใช้แค่เพียงรับสายเข้าสายออกอย่างเดียว เกมส์หรืออะไรต่างๆนานาที่มีกับมือถือไม่เคยเล่นหรือคิดจะใช้เลย ก็เพิ่งรู้ตัวเองเหมือนกันว่าเราก็บ้ายี่ห้อ ซื้อของเกินความจำเป็น

คิดไปคิดมาก็เห็นใจน้องๆลูกๆหลานๆของท่านเหมือนกันนะครับที่หลายๆคนคงเป็นอย่างผม คงหมดเงินไปกับของพวกนี้เยอะเหมือนกัน บางคนลูกอยากได้คอมพิวเตอร์ก็ซื้อให้ แล้วเห็นเค้านั่งอยู่หน้าจอทั้งวันก็ภูมิใจว่าลูกขยันเรียน แต่ไม่รู้หรอกว่าลูกกำลังทำอะไรอยู่ นั่นคือสิ่งที่ผมเคยทำกับแม่ แต่โชคดีที่ผมเอาไว้ใช้เรียนและหาข้อมูล แต่อีกหลายคนคงไม่ได้ทำอย่างนั้น ซื้อมาเพื่อเล่นเกมส์ หรือว่าเอาไว้คุยกับเพื่อนทางอินเตอร์เน็ตเสียมากกว่า ผมเป็นคนค่อนข้างทันสมัย high tech ในสายตาเพื่อนๆ ตอนนั้นผมเลยตอบเรื่องวิทยุว่าผมเป็นพวกอนุรักษ์นิยม ชอบผลิตภัณฑ์ของอคนไทยแล้วผมก็เลยต้องเล่าเรื่องทั้งหมดให้เขาฟัง

ทุกคนคุ้นเคยและได้ยินสูตรอาหารของอาจารย์สุทธิวัสส์จาก อาม่า อาอี้ น้า อา ป้า ยาย ซึ่งต่างทำสูตรสมุนไพรต่างๆแล้วบังคับให้พวกเขาทาน บอกว่าดีต่อสุภาพ บางคนก็บอกว่าเจ้าของร้านอาหาร ช่างตัดผม แม่ค้าผลไม้ หลายแห่งก็แนะนำสูตรอาหารต่างๆ ของอาจารย์ว่าดีต่อสุขภาพ แต่ทุกคนไม่เคยรู้เลยว่าอาจารย์สุทธิวัสส์ คำภาคือใคร หรือ หน้าตาเป็นอย่างไร ผมฟังรายการของอาจารย์ทางวิทยุเกือบทุกวัน จันทร์ถึงศุกร์ จดสูตรอาหารสมุนไพร ต่างๆที่อาจารย์พูดในรายการวิทยุไว้เยอะแยะ และพยายามฟังว่าอาจารย์จะไปบรรยายที่ไหนบ้าง ผมจะได้ตามไปฟังและบางทีอาจจะได้พบอาจารย์เป็นการส่วนตัว

ผมก็เลยลองไปหาอาจารย์ที่มหาวิทยาลัยแห่งหนึ่งหวังจะได้พบอาจารย์ แต่ว่าคนอื่นๆที่เป็นแฟนรายการคงคิดเหมือนผมไม่ว่าอาจารย์จะไปที่ไหน เช่น โรงพยาบาล วัด สถานที่ต่างๆที่อาจารย์ประกาศทางวิทยุนั้น มีคนไปเยอะทุกที่เลย การที่จะได้เรียนรู้จากอาจารย์โดยตรงคงยากมาก กว่าจะเข้าถึงอาจารย์ต้องผ่านด่านผู้คนมากมายรุมล้อมอาจารย์ไปหมดแถมมีลูกศิษย์ที่ติดตามมากับอาจารย์อีก ถ้าจะให้ตรวจหรือถามอะไร ก็คงต้องถามจากลูกศิษย์คงไม่ได้ถามอาจารย์โดยตรงแน่นอน คงเป็นธรรมดาของมนุษย์ที่จะเห็นแก่ตัว ทุกคนก็คงอยากจะเรียนกับอาจารย์หรือให้อาจารย์ตรวจสุขภาพให้โดยตรง ทั้งๆที่พวกพี่ๆที่ติดตามอาจารย์ก็เก่งๆกันทั้งนั้น เพราะอาจารย์ท่านสอน แนะแนวความรู้ พลังจิต สมาธิ ให้กับลูกศิษย์ทุกคนในภายหลัง ผมเองก็ได้รับความรู้ความช่วยเหลือจากพวกพี่ๆเหล่านั้นเหมือนกัน

สุดท้ายโชคก็เข้าข้างผม บังเอิญวันนั้นผมตั้งใจไปซื้อสมุนไพรที่ปัญจศรีและได้เจอกับอาจารย์พอดี เวลานั้นอาจารย์เพิ่งเสร็จจากการออกรายการวิทยุ ผมเลยเอาหนังสือเพ็นดูลั่ม ภาษาอังกฤษมอบให้อาจารย์ เนื่องจากผมมีอยู่เล่นหนึ่งในรถที่ผมเพิ่งจะอ่านเสร็จ

เวลานั้นอาจารย์กำลังจะกลับบ้านพอดีผมก็เลยถามอาจารย์ว่า อาจารย์จะกลับบ้านอย่างไร อาจารย์ตอบว่ากลับรถแท็กซี่ช่วงเวลานั้นฝนตกปรอยๆ ผมก็เลยอาสาไปส่งอาจารย์ จริงๆแล้วผมเองไม่ค่อยชำนาญถนนหนทางในเมืองไทยหรอก... ตอนนั้นในใจยังคิดว่า ส่งอาจารย์เสร็จแล้วจะกลับบ้านได้อย่างไร เพราะช่วงขาไปอาจารย์คงบอกทาง ช่วงขากลับยังนึกทางกลับบ้านไม่ออกเลย แต่ผมรู้ว่าน้ำมันในถังรถผมนั้นเต็มและรถผมก็มีประกันชั้นหนึ่ง ประกันชีวิตพร้อม ถึงไหนถึงกัน

ปกติผมจะขับรถอยู่แค่แถวๆบ้านฝั่งธนฯ ไม่ค่อยขับเข้าไปในเมือง เพราะคนไทยในกรุงเทพขับรถกันหวาดเสียวมาก เคยขับเข้าไปหลายครั้ง คิดว่าผมเองก็ขับที่อเมริกามาหลายปีเรื่องกฎจราจรเมืองไทยกับอเมริกาก็น่าจะเหมือนกัน เพียงแค่ขับคนละข้างกันเท่านั้น แต่ความคิดที่ผมมีนั้น ผิดหมดครับ เพราะถนนในกรุงเทพ 3 เลนขับกัน 5 คัน แถมมีมอเตอร์ไซด์อีก และยิ่งป้ายบอกทางในเมืองไทยด้วยแล้วยิ่งทำให้ผมงงที่สุด ผมเองไปๆมาๆเมืองไทยก็นานพอสมควร อ่านภาษาไทยก็ออก แต่ผมก็ยังไม่ค่อยเข้าใจและอ่านใจคนปักป้าย ซอย ถนน และสถานที่ต่างๆในเมืองไทยไม่ออก ผมนี่โง่ขนาดนั้นเลยเหรอ ผมเลยถามเพื่อนๆ น้องๆหลายคน เขาก็บอกผมว่าเขาใช้ความเคยชินอย่างเดียว ถ้าไปตามป้ายเขาก็หลงเหมือนกัน อ้าว...เป็นงั้นไป

วันนั้นอาจารย์บอกผมให้ไปส่งอาจารย์ที่ท่าน้ำพระประแดง ผมบอกอาจารย์ตรงๆว่า “ผมไม่รู้ทาง อาจารย์ช่วยบอกทางผมก็แล้วกัน” แต่รถวันนั้นติดมากๆ จากตลิ่งชันถึงท่าน้ำพระประแดงใช้เวลาเกือบ 2 ชั่วโมง วันนั้นผมได้คุยกับอาจารย์เยอะพอสมควร แต่ส่วนมากผมจะเป็นคนพูดเสียมากกว่า เพราะอาจารย์ท่านคงเหนื่อยจากการออกรายการวิทยุแล้ว ท่านเป็นคนไม่ค่อยพูดมากถามก็ตอบ ถ้าไม่ถามก็ไม่ตอบ แต่วันนั้นผมจำไม่ได้ว่าคุยกับอาจารย์เรื่องอะไร ส่วนมากน่าจะเป็นเรื่องสมุนไพรและธรรมชาติบำบัด

หลังจากวันนั้นผมได้มีโอกาสอาสาไปรับไปส่งอาจารย์จากสถานีวิทยุไปส่งที่ท่าเรือพระประแดง หลังจากนั้นไม่นาน ก็ได้รับความไว้เนื้อเชื่อใจ อาจารย์อนุญาตให้ผมไปส่งที่บ้านอาจารย์ได้ บ้านอาจารย์อยู่แถวปู่เจ้าสมิงพราย ถนนสลับซับซ้อนมาก ยิ่งฝรั่งดองอย่างผม หลงทางเป็นเรื่องธรรมดาอยู่แล้ว แต่ผมมีคติประจำตัวเมื่ออยู่เมืองไทยว่าน้ำมันเต็มถัง ประกันชั้นหนึ่ง คาดเข็มขัดนิรภัย ลุย...

ช่วงนั้นเป็นช่วงฤดูฝน การเดินทางไม่ค่อยสะดวก ถนนแฉะ รถติด ผมได้อยู่ในรถกับอาจารย์วันละหลายชั่วโมง ผมได้เรียนรู้จากอาจารย์หลายๆอย่าง เพราะอาจารย์ท่านสอนและอธิบายให้ผมฟังอยู่ในรถอย่างไม่หวงวิชาเลย บางวันท่านเหนื่อย ท่านก็หลับในรถ บางครั้งผมก็ไม่ได้มองท่านเพราะผมต้องตั้งใจขับรถ แต่ถ้าผมถามคำถามท่าน ท่านก็จะตื่นขึ้นมาตอบ จนบางครั้งผมรู้สึกบาปมากเพราะความที่ผมอยากรู้และเผลอตัวในบางครั้งผมได้รับความรู้จาการไปรับไปส่งอาจารย์มากกว่าผมเรียนที่มหาวิทยาลัยอีก

อาจารย์ท่านเป็นผู้ให้จริงๆ ท่านมีจิตวิญญาณของความเป็นครู ท่าคือนักค้นคว้านักวิชาการตัวจริง ในชีวิตของอาจารย์นั้นท่านลำบากมาก ท่านไม่ได้รวยมาตั้งแต่เกิดต้องทำเอง สู้เอง และสู้เพื่อคนอื่นด้วย เป็นคนรักเพื่อนทำเพื่อเพื่อนได้เสมอ เหมือนพวกเพื่อชีวิต เพื่อสังคม ส่วนครอบครัวก็อยู่อย่างลำบากแต่อาจารย์เป็นคนมุ่งมั่น มีพลัง มีความเชื่อมั่นสูงในการค้นคว้าหาวิธีที่จะช่วยเหลือเพื่อนมนุษย์โดยเฉพาะคนยากจน ท่านเคยเล่าให้ฟังว่า บางครั้งท่านรู้สึกเจ็บช้ำน้ำใจกับการช่วยเหลือคนอื่นหลายครั้งในชีวิต บางคนก็มีแต่จะขอความช่วยเหลือไม่เคยคิดที่จะช่วยเหลือตัวเองเลย บางคนก็เอาแต่ได้ “ใช้จังตังค์ไม่จ่าย” บางครั้งอาจารย์ไปช่วยคนอื่นจนไม่มีเงินจะกลับบ้าน นั่งรถเมล์ไปกลับเอง พอกลับบ้านต้องมีปัญหากับครอบครัว แต่อาจารย์ก็ยังประคับประคองครอบครัวมาได้จนถึงทุกวันนี้


อาจารย์เล่าให้ฟังว่า เมื่อตอนอาจารย์เป็นเด็ก อาจารย์เป็นคนค่อนข้างความจำดีแต่เป็นคนขี้โรค พ่อท่านเสียชีวิตตั้งแต่อาจารย์ยังเป็นเด็กอายุเพียงสามขวบ หลังจากนั้นแม่ของอาจารย์ก็ได้แต่งงานกับหมอยาสมุนไพร ส่วนพ่อผู้ให้กำเนิดอาจารย์ก็เป็นหมอสมุนไพรเหมือนกัน ชีวิตของอาจารย์จึงอยู่กับสมุนไพรตั้งแต่เด็ก

ท่านเล่าว่าพ่อเลี้ยงของท่านนั้นมักจะมีพระอาจารย์หลายๆรูปและหมอสมุนไพรหลายคนแวะเวียนมาที่บ้านแล้วก็สนทนากันเป็นวันกับพ่อ แลกเปลี่ยนความรู้แนะนำสมุนไพรต่างๆ ให้กันเสมอ บางครั้งพ่อก็ให้อาจารย์ช่วยรักษาคนป่วยอยู่บ่อยๆ สมัยนั้นพ่ออาจารย์เป็นหมอสมุนไพรที่มีชื่ออยู่แถวลำลูกกา บางครั้งท่านก็ให้อาจารย์เอาเท้าไปเหยียบเหล็กร้อนๆ แล้วมาเหยียบนวดรักษาคนป่วย บางครั้งก็ให้ลองจัดยาและวิชาต่างๆ และเนื่องด้วยอาจารย์นั้นมีความจำดีเป็นทุนเดิมอยู่แล้วก็เลยรู้จักสมุนไพรเหล่านั้นได้เร็ว แต่ว่าแม่ของอาจารย์นั้นไม่อยากให้อาจารย์เอาดีทางนี้ เพราะแม่ของอาจารย์และคนโบราณเชื่อว่า คนที่ทำอาชีพนี้ล้วนแล้วแต่อายุสั้นและยากจน พ่อผู้ให้กำเนิดและพ่อเลี้ยงของอาจารย์ก็อายุสั้นทั้งคู่ แล้วก็จนทั้งคู่ อาจารย์ก็เลยทำตามใจแม่เรียนมหาวิทยาลัย จบคณะครุศาสตร์ สาขาจิตวิทยา มหาวิทยาลัยบูรพา

และจริงๆแล้ว อาจารย์ยังได้เรียนอีกสาขาหนึ่ง ซึง่อาจารย์ไม่ค่อยบอกให้ใครทราบก็คือ คณะนิติศาสตร์ที่จุฬาลงกรณ์มหาวิทยาลัย โดยเรียนควบคู่ไปกับด้านครุศาสตร์ แต่ในช่วงเวลานั้นชื่อของผู้ที่สำเร็จการศึกษาจะต้องมีเพียงชื่อเดียว ไม่สามารถมีชื่อจบ 2 มหาวิทยาลัยปีเดียวกันได้ อาจารย์จึงเลือกที่จะจบที่คณะครุศาสตร์ แทนที่จะเป็นนิติศาสตร์ตามที่ผู้ใหญ่คาดหวัง


อาจารย์ไม่ค่อยได้เอาวิชาทางนิติศาสตร์นี้มาใช้เท่าไหร่ ยกเว้นตอนที่เป็นครูสอนหนังสือ ก่อนที่ท่านจะมาเป็นอาจารย์สุทธิวัสส์ในวันนี้

อาจารย์เคยเป็นครูสอนนักเรียนในโรงเรียนมาก่อนและก็เคยสอนนักเรียนทุกชั้น ตั้งแต่ชั้นป. 1 ถึงม. 6 สอนทุกวิชา ทั้งภาษาไทย ภาษาอังกฤษ วิทยาศาสตร์ คณิตศาสตร์ ประวัติศาสตร์ และวิชาอื่นๆ แม้กระทั่งวิชาพละศึกษาท่านก็ยังต้องสอน อีกทั้งยังเคยเป็น โค้ช( Coach) ให้กับทีมฟุตบอล ตะกร้อ เทนนิส ฯลฯ ของโรงเรียนมาก่อน นอกจากนั้นท่านเคยเป็นครูใหญ่และครูฝ่ายปกครองอีกด้วย จะเห็นได้ว่าอาจารย์เป็นผู้รอบรู้จริงๆ ครับ

เรื่องอาจารย์สุทธิวัสส์ได้พบรักกับอาจารย์สุชาณี ผมได้ฟังเรื่องราวความรักของท่านทั้งสองแล้วอดขำไม่ได้ น่ารักมากเลยครับ วันแต่งงานอาจารย์สุทธิวัสส์ทานยังไม่มีเงินและทองไปสู่ขอ อาจารย์สุชาณีเลยต้องไปปลดทองในคอเพื่อนที่มาร่วมงานตนอแห่ขันหมาก ชนิดที่เพื่อนขัดไม่ได้ นี่กระมังครับที่เขาว่า เป็นคู่กันแล้วไม่แคล้วกัน เกือบไม่ได้เกิดแล้วนะ น้องตูน น้องสอง และถ้าใครอยากรู้เรื่องความรักของท่านทั้งสองว่าพบและรักกันได้อย่างไรก็ขอให้ถามท่านทั้งสองเองก็แล้วกัน รับรองว่าน่ารักมากครับ

การที่อาจารย์สุทธิวัสส์มีวันนี้ได้ ท่านพูดเสมอว่าเพราะภรรยาคู่ใจ “อาจารย์สุชาณี” แม้ว่าอาจารย์จะประสบปัญหาและอุปสรรคบ่อยครั้ง แต่ด้วยความมุ่งมั่นและแรงสนับสนุนจากภรรยาที่เป็นอันหนึ่งอันเดียวกัน ทำให้สามารถผ่านพ้นปัญหาต่างๆ ไปได้ อาจารย์สุชาณีเป็นผู้รู้ท่านหนึ่ง ซึ่งอยู่เบื้องหลังอาจารย์สุทธิวัสส์มาโดยตลอด

อาจารย์สุชาณีมีความเชี่ยวชาญทางด้านโภชนาการ โดยเฉพาะเรื่องโภชนาบำบัด อาหารบำบัดต่างๆ และท่านก็มีฝีมือทางด้านการปรุงอาหารเป็นเลิศ เมนูต่างๆ ที่ท่านผู้อ่านได้รับประทานกันทุกวันนี้ หลายๆเมนูก็ได้มาจากอาจารย์สุชาณี

อาจารย์สุทธิวัสส์พูดเสมอว่าท่านเป็นคนบรรยายส่วนอาจารย์สุชาณีเป็นคนทดลองและคิดค้น
ลูกๆของอาจารย์ น้องตูน และน้องสอง ต่างก็มีความรู้เรื่องสมุนไพรและทุกๆอย่างที่อาจารย์สอน ถึงแม้เขายังเด็กอยู่ แต่ความรู้นั้นระดับครู ผมเองก็ได้เรียนรู้อะไรหลายๆอย่างจากน้องทั้งสองคนและอาจารย์สุชาณี

หลังจากที่ไปรับไปส่งอาจารย์ผมก็สนิทกับท่านแล้วก็ได้มีโอกาสไปพยากรณ์สุขภาพกับอาจารย์และคณะหลายแห่ง ตอนแรกผมเองก็มือใหม่ตรวจวไปตามประสาของผม แต่เอาใจดีสู้เสือโดยสังเกตว่าพวกพี่ๆเขาทำอย่างไร บางครั้งเมื่อมีโอกาสก็ไปนั่งใกล้อาจารย์ ฟังว่าท่านรักษายังไงถ้าเจอปัญหาสุขภาพแบบนี้ เมื่อผมได้ฟังคำบรรยายของอาจารย์บ่อยๆซ้ำๆกัน ก็พอจำได้ว่าถ้ามีปัญหาเรื่องนี้ มีอาการอย่างนี้ ควรรักษาด้วยวิธีใด การบรรยายของอาจารย์ทุกครั้งจะมีสมุนไพรอาหารใหม่ๆ มาแนะนำให้ผู้ฟังอยู่เสมอ ผมได้ฟัง 2-3 ครั้งถึงจะจำได้ เพราะบางอย่างเช่น

การดึงเอาอุจจาระตกค้างที่ลำไส้ใหญ่ออกนั้นมีหลายวิธี เช่น ทานผักบุ้งไทย ตำลึง เม็ดแมงรัก งาดำผสมน้ำผึ้ง หรือว่า กระเจี๊ยบเขียว เป็นต้น

ถ้าอะไรที่ผมไม่เข้าใจเมื่อมีโอกาสผมก็จะถามอาจารย์อีกที แล้วอาจารย์ก็จะเล่ารายละเอียดความเป็นมา วิธีเก็บรักษา วิธีนำไปใช้ทั้งหมดให้ฟังอีกครั้ง หลังจากไดประสบการณ์พอสมควร

ก็ถึงเวลาที่ผมต้องกลับไปที่อเมริกา การกลับไปครั้งนั้นที่อเมริกา ผมก็เริ่มพยากรณ์สุขภาพ ปรับฮวงจุ้ยและดูดวงแบบสมัครเล่น ให้เพื่อนๆ ญาติๆที่สนิทกัน สงสัยผมคงดูแม่นน่าดู เพราะคนที่ได้รับพยากรณ์ต่างก็เริ่มพูดปากต่อปาก แล้วก็เชิญผมไปที่บ้าน หาข้ออ้างต่างๆนานา เช่น อยากเลี้ยงข้าวบ้าง ไม่ได้เจอนานอยากคุยอยากปรึกษาเรื่องธุรกิจด้วย เอาอาหารที่ผมชอบมาอ้าง ผมเป็นคนชอบทานลาบเป็ด แต่ไม่รู้ทำไมเหมือนกันถึงชอบ ปรากฏว่าทุกบ้านที่ผมไปเขาทำลาบเป็ดให้ผมทานทุกที่เลย จนผมต้องบอกพื่อนให้ไปบอกคนอื่นด้วยว่าผมก็ชอบอย่างอื่นด้วยไม่ใช่แค่ลาบเป็ด

บางครั้งผมก็นึกถึงสิ่งศักดิ์สิทธ์ที่เมืองไทย เวลาคนไปเซ่นไหว้ก็เอาแต่ของเดิมๆไปเซ่นไหว้ ท่านคงเบื่อแย่เลย ช่วงนั้นผมแทบไม่มีเวลาทำงานส่วนตัวเลย เพราะต้องดูดวงและทำนายสุขภาพให้คนอื่น แต่ผมก็ชอบเพราะได้ช่วยคนและตอนนั้นผมก็ยังร้อนวิชาอยู่

คนไข้บางคนถึงกับนั่งเครื่องบินหรือขับรถทางไกลมาหาผมจาก New York, Chicago, Dallas, San Diego, Los Angeles, Las Vegas, and more. มีทุกชาติ ทุกศาสนา บางคนแค่มากับเพื่อน ซึ่งเขาไม่เคยเชื่อเรื่องนี้เลย ผมพยากรณ์ไปด้วยความจำใจเพราะเหตุที่เกรงใจเพื่อน แต่พอผมพยากรณ์ไปแล้วหลังจากนั้นคนนั้นก็เชื่อแบบงมงายเลยแหละครับ แถมพาญาติๆเพื่อนๆ ของเขามาหาผมอีกเยอะเลย ผมรู้ว่าเขาก็เหมือนผมเมื่อก่อน หลายคนที่ผมแนะนำเขาก็หายป่วยและก็รวยกัน บางคนปวดไปทั้งตัว ปวดขา ปวดเข่า หายใจไม่เต็มอิ่ม หลายคนก็โทรมาบอกว่าตอนนี้หาย หรือว่าดีขึ้นมาก

ผมก็ดีใจและก็แปลกใจเหมือนกันกับความรู้ใหม่ๆทางด้านสุขภาพที่ผมเรียนมาจากอาจารย์สุทธิวัสส์ ส่วนเรื่องดูดวงและเรื่องฮวงจุ้ยนั้นผมเรียนมาจากพระอาจารย์อ๊อด ซึ่งการได้เรียนการใช้เพ็นดูลั่มไปนั้นยิ่งทำให้ผมเข้าใจเรื่องโหราศาสตร์มากยิ่งขึ้นหลังจากนั้นผมก็ได้กลับมาที่เมืองไทยอีก และได้มาปรึกษากับอาจารย์สุทธิวัสส์ว่า อาจารย์น่าจะไปที่อเมริกาอีก เพราะผู้คนที่นั่นต้องการความช่วยเหลือจากอาจารย์อีกมาก

สำหรับผมเองนั้นความรู้ทางด้านธรรมชาติบำบัดก็น้อยนิด ผมก็ช่วยตามที่ผมรู้เท่ากับที่อาจารย์สอน อาจารย์ท่านก็รับปาก แล้วอาจารย์สุทธิวัสส์และอาจารย์สุชาณี ก็ได้เดินทางไปที่อเมริกา ที่นั่นมีทั้งคนไทย ลาว เวียดนาม ญี่ปุ่น ฝรั่ง แม็กซิกัน ก็มาขอความช่วยเหลือจากอาจารย์กันเป็นจำนวนมากหลายครั้งที่อาจารย์ไปบรรยายที่วัดไทย วัดลาว วัดเขมร จะมีคนที่ศรัทธาอาจารย์เดินทางมาหากันเยอะมาก หลังจากได้รับการรักษาเขาก็ทำบุญเยอะเลยอาจารย์ท่านก็ถวายเข้าวัดหมด

มีครั้งหนึ่งอาจารย์ต้องไปบรรยายที่เมือง San Diego เป็นวัดเขมร ก็มีคนมาเยอะพอสมควร ส่วนอาจารย์ก็ช่วยคนไปเรื่อยๆ ก็มีผู้ชายสูงอายุซึ่งเป็นคนลาวท่านหนึ่ง หลังจากการตรวจเสร็จแล้ว อาจารย์ก็แนะนำสมุนไพรให้ไปรับประทานตามอาการ หลังจากนั้นลุงท่านนั้นก็พูดกับผมด้วยความหวังดีว่า เขานะมียาดีมากจะบอก เขาลองทำแล้วดีมากและก็ให้หลายคนทดลองแล้วเผื่อพวกผมจะเอาไปใช้เป็นวิทยาทานให้กับคนอื่น แล้วลุงก็บอกว่า “ใบมะยม ช่วยรักษาเบาหวานได้” ผมก็เลยถามว่าลุงได้สูตรนี้มาจากไหน เขาก็บอกว่าได้มาจากซีดีที่เขาอัดแจกแพร่หลายไปทั่วในกลุ่มคนลาวทั้งในอเมริกาและฝรั่งเศส มีชื่อว่า หมอเทวดา ผมก็เลยถามลุงว่า หมอเทวดาท่านนั้นชื่อว่าอะไร เขาบอกว่าเขาจำไม่ได้ แต่เป็นคนไทยผมก็เลยถามเค้าไปว่า หมอเทวดาคนนั้นชื่อ อาจารย์สุทธิวัสส์ คำภา ใช่หรือไม่ เขาก็บอกว่าใช่แล้วคนนี้แหละ ผมก็เลยบอกลุงว่าคนที่ตรวจสุขภาพให้ลุงไปเมื่อกี้นั่นแหละ อาจารย์สุทธิวัสส์ คำภา ตัวจริงเสียงจริงเลย ลุงก็ทำท่าตกใจมาก ลุงบอกว่า “เออใช่ ! เสียงอย่างนี้แหละ ว่าแล้วว่าเสียงคุ้นๆ เหมือนเคยได้ยินที่ไหน แต่นึกไม่ออก” ตอนนั้นลุงแสดงอาการดีใจมาก ลุงโทรหาเพื่อนๆ บอกให้มาหาอาจารย์ที่วัดเขมร ด่วนเลย แล้วเพื่อนๆ ญาติๆลุงหลายคนก็แห่กันมาเยอะมากๆ

วันนั้นคนทำบุญกับอาจารย์เยอะพอสมควรแล้วอาจารย์ท่านก็ถวายเงินทั้งหมดเข้าวัดเขมรหมด

ช่วงนั้นอาจารย์ได้เป็นแขกรับเชิญออกรายการโทรทัศน์ของคนไทยหลายครั้ง ปรากฏว่ารายการนั้นมีคนสนใจมากเป็นพิเศษ มีคนโทรมาเยอะมาก ทั่วสารทิศ และหลายๆคนก็เคยฟังซีดี หรือว่าอ่านหนังสือที่อาจารย์บรรยายมาก่อน แม้กระทั่งหลังจากอาจารย์กลับเมืองไทย ผมเองต้องเป็นตัวแทนจำเป็นได้ถูกเชิญไปเป็นแขกรับเชิญออกทีวีคุยเรื่องสมุนไพรเป็นตัวแทนอาจารย์เพราะมีเสียงเรียกร้องกันมากหลังจากอาจารย์ออกทีวี มีคนจำนวนมากโทรศัพท์ และ อีเมล์ เข้ามาถามปัญหาต่างๆ จนตอบไม่ไหวบางคนถามแม้กระทั่งเรื่องสุนัข แมว สัตว์เลี้ยงต่างที่บ้านอีกด้วย
แค่การเจ็บป่วยของคนก็ยังรับปรึกษาไม่หวาดไม่ไหวแล้วนับประสาอะไรกับสัตว์นานาชนิด

หลังจากอาจารย์เดินทางกลับไปเมืองไทย ผมก็มีโอกาสไปบ้านญาติเพื่อนสนิทขิงผม เพื่อนสนิทของผมซึ่งเป็นคนลาวบอกว่าญาติทางแฟนเขานั้นคุยโม้เรื่องอาหารสมุนไพรแล้วก็คุยทับเพื่อนผม สมุนไพรชนิดนี้รักษาอย่างนี้ ชนิดโน้นรักษาโรคนั้น ปวดหลัง ปวดเอว บอกทำอย่างโน้นทำอย่างนี้ จนเพื่อนผมรำคาญและแอบแค้นนิดๆ แต่เพื่อนผมเค้าก็สงสัยอยู่เหมือนกันว่าสูตรอาหารหรือสมุนไพรที่ผมให้เขาลองทำนั้นคล้ายๆกันแต่ก็แตกต่างกันพอสมควร พอผมไปถึงบ้านญาติเพื่อนผม เขาก็เปิดซีดีให้ผมฟังพอเปิดเริ่มแรก ก็มีคำพูดว่า “สวัสดีครับ ผมสุทธิ์วัสส์ คำภา” เพื่อนผมยิ้มอย่างมีความสุขมาก แล้วผมก็บอกว่า “คนนี้แหละอาจารย์ผม”

ญาติๆเพื่อนผมต่างรู้สึกเสียใจที่ไม่ได้ไปเจออาจารย์ แต่บางคนก็ได้เจออาจารย์ที่บ้านเพื่อนผมแล้วแต่ไม่ได้สนใจ เขาตำหนิเพื่อนผมยกใหญ่เลย เพื่อนผมก็เลยได้เวลาคุยทับว่า เคยบอกหลายครั้งแล้ว และติดป้ายประกาศทั้งตามตลาด วัดและที่ชุมชนต่างๆ ด้วย แต่ด้วยทุกคนคิดว่าเพื่อนผมไม่น่ารู้จักคนดังระดับนั้นหลายคนในวันนั้นเขาบอกผมว่าเขาทำตามทุกอย่างที่อาจารย์บรรยาย แต่ส่วนมากก็ผิดสูตรกันเยอะ เพราะสาเหตุที่ภาษา พืช ผัก ผลไม้

สมุนไพรบางอย่าง ภาษาไทย ภาษาลาว เรียกไม่เหมือนกัน และการผสมสูตรอาหารของแต่ละคนก็แตกต่างไปตามความเข้าใจ ผมเลยต้องอธิบาย สูตรต่างๆอีกครั้งให้กับเขา

หลังจากนั้นผมได้เดินทางไปหลายๆเมืองในอเมริกาที่มีคนไทย คนลาว คนเขมร และเวียดนามอาศัยอยู่เพราะคำเรียกร้องรับเชิญ ปรากฏว่าคนจำนวนไม่น้อยที่รู้จักสูตรอาหารบำบัด โลหะบำบัดและสมุนไพรของอาจารย์จาการบอกเล่าต่อๆกันมา แต่ไม่รู้ว่าสูตรของใคร มาจากที่ไหน เนื่องจากการบอกเล่าต่อๆกัน หลายๆทอดเรื่องบางเรื่องก็มีการเปลี่ยนแปลง จนบางครั้งผมก็อดขำไม่ได้ เพราะบางคนนั้นคุยอย่างเป็นจริงเป็นจัง ทำตัวเหมือนเป็นผู้รอบรู้เชี่ยวชาญ บอกว่า สูตรโยเกิร์ตน้ำผึ้ง มะนาว นมสด มาจากประเทศลาวบ้าง ประเทศอินเดียบ้าง หมอเทวดาท่านรู้ด้วยการนั่งสมาธิเองบ้าง แล้วแต่จะพูดกันไปแต่ทุกคนไม่รู้ ไม่เคยเห็นหน้าหมอยาสมุนไพรฉายา “หมอเทวดา” คนนั้นเลย ได้ยินแต่เสียงและคำบอกเล่าต่อๆกันมา

ที่เมืองไทยก็เหมือนกัน ผมชอบเดินทางไปในที่ต่างๆ เพราะจะได้ศึกษาเรียนรู้และพูดคุยกับคนท้องถิ่น ทั้งภาคเหนือ ใต้ อีสาน กลาง ของประเทศไทย ครั้งหนึ่งผมไปกับอาจารย์ที่เชียงใหม่ ผมรู้จักกับคนมีชื่อเสียงท่านหนึ่งอยู่เชียงใหม่ ผมก็เลยพาอาจารย์ไปเยี่ยม ขณะที่เราสนทนากันอยู่นั้นก็มีสามี ภรรยาคู่หนึ่งดูแล้วน่าจะเป็นคนที่มีฐานะพอสมควร ได้มาหาท่านเจ้าของบ้านพอดี เขาก็แนะนำเราทั้งสองคนให้สามีภรรยาคู่นั้นรู้จัก แต่เค้าก็ไม่ให้ความสนใจอะไรเราเลย แถมมองเราแบบ......แล้วท่านเจ้าของบ้านก็ขอให้อาจารย์ช่วยตรวจสุขภาพ พออาจารย์เอาเพ็นดูลั่มออกมา คนที่เป็นภรรยาคู่นั้นก็พูดว่า เขาเคยเห็นสิ่งนี้มาก่อนและเคยไปตรวจที่สวนไผ่ แถว World Trade Center กรุงเทพ คนเยอะมากและคนที่ตรวจเป็นลูกศิษย์อาจารย์อะไรสักอย่าง เกี่ยวกับการกินอาหาร เวลานั้นเวลานี้ ผมก็เลยถามเค้าว่าอาจารย์ท่านนั้น ชื่อ สุทธิวัสส์ คำภา ใช่หรือเปล่า เขาก็ตอบว่าเออ ชื่อนี้แหละ ผมก็เลยบอกว่า อยู่ตรงหน้าคุณนี่แหละอาจารย์ สุทธิวัสส์ คำภา

สีหน้าผู้เป็นภรรยาเปลี่ยนสีหน้าอย่างเห็นได้ชัดเลย แล้วเขายิ้มอย่างมีความสุขมาก

หลังจากนั้นเขาก็ให้ความสนใจอาจารย์และผมเป็นพิเศษ แถมเลี้ยงอาหารเย็นมื้อนั้นอีกต่างหาก

มีครั้งหนึ่งผมไปซื้อของที่ตลาดผลไม้แถวโบ้เบ้ ผมตั้งใจไปซื้อกระเจี๊ยบ แม่ค้าขายกระเจี๊ยบเขาก็บอกผมว่า กระเจี๊ยบนี่ต้องต้มกับพุทราจีนถึงจะดี รักษาโรคอะไรต่ออะไรมากมายจนก็จำไม่ได้ แต่ที่รู้แน่ๆว่าที่แกบอกมานั้นผิดเสียเป็นส่วนใหญ่ ผมก็ตอบว่าจริงเหรอ แล้วผมก็ถามไปว่าแล้วป้าได้สูตรนี้มาจากไหน เขาบอกเอามาจากหนังสือ ผมถามว่าหนังสืออะไรเหรอจะได้ซื้ออ่าน ป้าก็ไม่รู้แต่ว่าเพื่อนเขาบอกต่อๆกันมา

แล้วผมก็เดินไปซื้อของอีกร้านใกล้ๆแถวนั้นถามเรื่องเห็ดแห้ง พี่เจ้าของร้านก็บอกว่าเห็ดนี่ต้องผสมกัน 3 อย่างจะดีมาก ดีกว่าเห็ดหลินจือ แก้โรค อะไรต่างๆนานา ซึ่งเกินไปกว่าที่อาจารย์อธิบายไว้เสียอีก ผมก็ตอบไปว่า “เหรอ พี่รู้ได้อย่างไรครับ” พี่เขาก็เอาหนังสือ กินเป็นลืมป่วย ยื่นมาให้ผมอ่าน แล้วผมก็ถามไปว่า พี่รู้จักอาจารย์ท่านนี้ด้วยเหรอ พี่เขาบอกว่าญาติที่อยู่ระยองอ่านแล้วซื้อมาฝากเขาอีกที

และมีอีกครั้งหนึ่งที่ผมไปเยี่ยมญาติที่นครพนม ญาติผมได้พาไปหาเจ้าของร้านทองร้านหนึ่ง ที่จริงแล้วจะพาผมไปดูฮวงจุ้ย หลังจากตรวจฮวงจุ้ยเสร็จ ผมก็เลยตรวจสุขภาพให้เขาด้วย พอผมแนะนำสูตรอาหารบำบัด และเอ่ยชื่ออาจารย์เท่านั้นแหละ เจ้าของร้านวิ่งขึ้นไปบนห้องเอาหนังสือ นาฬิกาชีวิตมาให้ผมดูเป็นหนังสือที่ถ่ายเอกสารมา เขาบอกว่า เขานัน้ได้หนังสือนี้มาจากเพื่อน แล้วก็ถ่ายเอกสารแจกกัน เกือบจะทั่วเมืองแล้ว ก็สงสารคนเรียบเรียงเหมือนกันนะ ผมถามว่าทำไมไม่ซื้อหนังสือของจริง เขาก็บอกว่าไม่รู้จะหาซื้อที่ไหน เออ แต่ผมก็เข้าใจนะ ผมเคยลองถามตามร้านหนังสือต่างๆก็หาไม่เจอ

หนังสือเกี่ยวกับอาจารย์ส่วนมากเป็นของลูกศิษย์เรียบเรียงจากการบรรยายของอาจารย์ในงานต่างๆ ผมเคยถามอาจารย์ว่าทำไมอาจารย์ไม่เขียนหนังสือเอง อาจารย์ก็ตอบว่า ลูกศิษย์จะได้มีกิน ผลงานการบรรยายของอาจารย์ออกเป็นหนังสือมาหลายเล่ม ต่างก็ขายดีทั้งนั้น ก็ขออนุโมทนาด้วยครับ

อาจารย์พูดเสมอว่าท่านไม่ใช่หมอ หลายๆคนต่างก็เรียกอาจารย์ว่า “หมอ” อาจารย์บอกว่า ลูกศิษย์นี่ไม่ได้มาแค่รักษาจะหาคุกให้อาจารย์อีกด้วย ผมเคยถามว่าอาจารย์เป็นคนที่มีความจำดี การศึกษาก็สูงทำไมไม่เรียนหมอ อาจารย์ตอบผมว่า “อาจารย์จะเป็นตัวอย่างให้คนอื่น อาจารย์อยากให้ทุกคนช่วยเหลือตัวเองได้ โดยไม่ต้องพึ่งหมอ ไม่ต้องซื้อยาแพงๆ เราสามารถรักษาตัวเองเบื้องต้นได้ ป้องกันโรคภัยไข้เจ็บต่างๆ ด้วยภูมิปัญญาของบรรพบุรุษเราควรรักษาไว้ ให้คนไทยรู้จักคุณค่าของสมุนไพร อาหารไทย ว่ามีคุณประโยชน์มากแค่ไหน"

อาจารย์เป็นคนที่มีจิตมุ่งมั่นสูง ทุกนาทีคือการศึกษาอาจารย์ค้นคว้าเรื่องสมุนไพรไทยมาตลอดชีวิต และอีกเรื่องคือท่านแตกฉานในเรื่องพระไตรปิฎก ท่านบอกว่าความรู้ส่วนมากที่เอามาสอนนั้นมาจากพระไตรปิฎก ผมได้มีโอกาสไปธุดงค์ นั่งสมาธิฝึกพลังจิตกับอาจารย์หลายครั้ง การสอนของท่านเป็นการสอนที่เข้าง่าย ปฎิบัติได้จริง
ผมได้นำความรู้เรื่องจิตไปสอนลูกศิษย์ที่อเมริกา และได้รับความสนใจมาก เวลาว่างผมก็ฟังซีดีที่อาจารย์สอนเรื่องธรรมะ ทำความเข้าใจกับคำสั่งสอนของพระพุทธเจ้า อาจารย์ทำให้ผมรู้เรื่องธรรมะของพระพุทธเจ้าและนำมาใช้กับชีวิตมากขึ้น และทำให้ผมได้นำไปอธิบายให้ฝรั่งต่างชาติรู้ว่า คำสั่งสอนของพระพุทธเจ้านั้นยิ่งใหญ่มาก ไม่ใช่เรื่องงมงายที่ผมเข้าใจอย่างเมื่อก่อนอีกต่อไป หลังจากผมฟังแล้ว ผมก็สามารถเอาไปใช้ได้เลย ผมมีโอกาสไปบรรยายให้แม่และเพื่อนๆ แม่ที่วัดได้แนะนำให้ไปปฎิบัติ ทำให้แม่และเพื่อนๆเข้าใจพุทธศาสนามากขึ้น

ตอนนี้แม่และเพื่อนๆต่างก็นั่งสมาธิและตอบคนอื่นได้โดยไม่ต้องพูดว่า “เพราะปู่ย่าตายายทำมาอย่างนี้” แม่มีสุขาภพดีขึ้นทั้งทางจิตใจและร่างกายรู้จักใช้สมุนไพร อาหารบำบัดมารักษาตัวเองลูกๆหลานๆ และเพื่อนๆ สูตรอาหารต่างๆของอาจารย์สุทธิวัสส์ ผมก็นำเอาไปบอกต่อๆจนบางครั้งมีคนหวนกลับมาบอกผมอีกที เขาบอกผมว่าสมุนไพรอาหารสูตรนี้ดีนะลองสิเป็นสูตรลับที่เขาได้มาจากคนโน้นคนนี้ ผมก็ภูมิใจที่เขาทำแล้วมีสุขภาพดีขึ้น บางครั้งลูกศิษย์บางคนก็ทำให้อาจารย์เสียชื่อเสียงโดย นำเอาวิชาเพ็นดูลั่มไปใช้ในทางที่ผิด ทำให้คนอื่นเสื่อมศรัทธา บางคนพอเห็นคนใช้เพ็นดูลั่มหรือลูกดิ่งก็เหมาว่าเป็นพวกเดียวกันหมด

ครั้งหนึ่งผมไปร้านแห่งหนึ่งซึ่งผมสนิทกับพี่เจ้าของร้าน เพราะผมเคยพยากรณ์สุขภาพและดูดวงให้กับพี่เขา แล้ววันนั้นพี่เจ้าของร้านก็ขอให้ผมช่วยตรวจดวงชะตาพยากรณ์สุขภาพให้เพื่อนๆเขาพอผมเอาเพ็นดูลั่มออกมา เพื่อนคนหนึ่งของพี่เจ้าของร้านเริ่มรู้สึกไม่ดีกับผม(พี่เขามาบอกผมทีหลัง) หลังจากผมตรวจเสร็จผมก็บอกสมุนไพรอาหารต่างๆ ตามสูตรของอาจารย์สุทธิวัสส์ แล้วตอนที่ผมกำลังเดินจากไปพี่ก็ถามผมว่าเขาต้องเสียค่าดูเท่าไหร่ ผมบอกว่าไม่มีค่าอะไรทั้งสิ้น เขาก็เลยทำหน้างงๆ แล้วเขาก็เล่าให้ผมฟังว่า เพื่อนของเขาเคยไปให้คนคนหนึ่งตรวจสุขภาพ ซึ่งคนคนนั้นก็ใช้เพ็นดูลั่มนี่แหละตรวจสุขภาพ แล้วให้เพื่อนของเขาต้องซื้อยาแพงมาก แถมต้องไปแก้โน่นแก้นี่ นับแล้ว วันนั้นเพื่อนของพี่เขาหมดไปหลายพันเลย
เขามาบอกผมหลังจากสนิทกันว่าสาเหตุที่ให้ผมตรวจในวันนั้นเพราะเกรงใจเพื่อน ไม่อยากเสียหน้าเมื่อเพื่อนแนะนำแล้วไม่กล้าขัดศรัทธายอมเสียเงินดีกว่าเสียหน้า ผมรู้ว่าลูกศิษย์อาจารย์ตอนนี้มีหลายหมื่นคนที่เรียนเพ็นดูลั่มไปแล้ว เพราะอาจารย์สอนมา 20 กว่าปีแล้ว ก็มีดีบ้างไม่มดีบ้าง เก่งบ้างไม่เก่งบ้าง ก็ขอให้ท่านผู้อ่านดูเป็นคนคนไปนะครับ อย่าเหมารวมถ้าท่านได้มีโอกาสศึกษาท่านก็รู้เองว่า วิชาเพ็นดูลั่ม –ลูกดิ่ง วิชาถามป่าหาช้าง วิชาทอดเบี้ย วิชาถามเทวดา ก็คือวิชาเดียวกัน คนที่เก่งได้นั้นต้องเรียนทั้งเรื่องพลังจิต และเทคนิคต่างๆ ในการใช้และศึกษาอย่างจริงจัง ต้องเรียนสมุนไพร วิธีธรรมชาติบำบัดต่างๆของอาจารย์ และยังต้องมีคุณธรรมควบคู่ไปด้วย ถึงจะนับว่าเป็นผู้เชี่ยวชาญด้านเพ็นดูลั่มอย่างแท้จริง

อาจารย์สุทธิวัสส์ คำภา ท่านเป็นผู้ให้จริงๆ มีอะไรดีๆก็ให้ลูกศิษย์หมดแม้กระทั่ง เพ็นดูลั่มที่อาจารย์ใช้ประจำก็ให้เขาหมด พระเครื่องของศักดิ์สิทธ์และของมีค่าถ้าลูกศิษย์เดือดร้อนอาจารย์ท่านก็ให้เขาหมด
บางครั้งผมก็แอบน้อยใจเพราะของบางอย่างที่สำคัญต่อมผม แต่ผมให้อาจารย์เก็บไว้สำหรับตัวท่านเอง เห็นอีกครั้งท่านให้คนอื่นไปแล้ว ผมรู้ว่าท่านมองเห็นคนอื่นที่มีทุกข์ไม่ได้ ถ้าท่านช่วยได้ก็จะช่วยให้หมดโดยเฉพาะลูกศิษย์ แต่ก็มีครั้งหนึ่งที่ผมไม่เข้าใจอาจารย์ วันนั้นผมไปรับอาจารย์ที่ห้องส่งวิทยุ ก็มีพี่ผู้หญิงคนหนึ่งมารออาจารย์ตั้งแต่ บ่าย 1 โมงถึงบ่าย 4 โมง ผมก็ได้คุยกับพี่เขานิดหน่อย พออาจารย์ออกมาพี่เขาก็ขอให้อาจารย์ตรวจสุขภาพให้ อาจารย์ก็พูดว่า “ไม่ไหวแล้ววันนี้ไม่ตรวจให้แล้วหมดกำลัง” แล้วอาจารย์ก็เดินไปขึ้นรถวันนั้นผมยอมรับว่าผมรู้สึกไม่ดีกับอาจารย์มาก

คิดไปตลอดทางทำไมอาจารย์ไม่มีน้ำใจเลย เขาอุตส่าห์รอตั้งนาน

และแล้ว...คำตอบที่ผมต้องการก็มาถึงวันนั้นผมไปวิปัสสนากับอาจารย์ที่วัดแห่งหนึ่งที่ศรีราชา

คืนนั้นอาจารย์บอกให้ผมช่วยตรวจคนที่มาวิปัสสนา หลังจากอบรมเสร็จคืนนั้นผมช่วยตรวจจนเกือบ ตีสองเพราะคนนี้ก็ขอหน่อยนะ...อีกคนนะ... คนนี้ก็เจ็บมานาน... คนนี้ก็ป่วยมานาน...ไม่ไหวจะตายอยู่แล้ว สารพัด
วันต่อมาผมต้องลุกตอนตีสี่ ผมแทบไม่ไหวจะตายอยู่แล้ว ทำวัดเช้า นั่งสมาธิ ก็แอบหลับ วันนั้นผมไม่ได้อะไรเลยอยากจะนอนอย่างเดียว ขากลับบ้าน ผมก็ขับรถกลับบ้านกับอาจารย์ผมก็เล่าให้อาจารย์ฟัง ท่านก็อธิบายว่า คนพวกนั้นเขาไม่สนใจหรอกว่าเราจะเป็นอย่างไร เหนื่อยมากแค่ไหน ไหวหรือไม่ไหว ขอให้เขาได้ตามประสงค์เขาก็พอ อาจารย์บอกอีกว่า ถ้าเราช่วยคนนี้หนึ่งคนวันนี้ แล้วคนนี้ทำให้เราพักผ่อนไม่เพียงพอเกิดป่วย แล้วพรุ่งนี้มีร้อยคนที่รอความช่วยเหลือจากเราอยู่ถามผมว่ามันจะคุ้มไหม
ตอนนั้นผมก็เลยนึกย้อนไปถึงวันที่อาจารย์ปฎิเสธพี่คนนั้นที่สถานีวิทยุทันทีเลย ผมได้เรียนรู้ว่า เราต้องดูแลช่วยเหลือตัวเองให้ดีก่อนแล้วค่อยช่วยเหลือผู้อื่น

นอกจากนั้นผมได้เรียนรู้อะไรหลายๆอย่างจากอาจารย์ เช่น การฝึกสมาธิ การใช้เพ็นดูลั่มชั้นสูง การสังเกตสมุนไพร การนำเอาอาหารมาทำยา การช่วยเหลือคนอื่น การเจริญเมตตาบารมี

เมื่อท่านทั้งหลายอ่านมาถึงตรงนี้ หวังว่าท่านคงเคยอ่านหนังสือนาฬิกาชีวิต กินเป็นลืมป่วย กินอย่างไรถึงจะมีสุขภาพดี หรือเคยดูเคยฟังซีดีต่างๆที่อาจารย์ไปบรรยายตามสถาบันของรัฐและเอกชน ทั้งในประเทศไทยและต่างประเทศ อาจารย์ท่านสอนเสมอว่า อย่าเชื่อในคำที่ท่านบอกหรือสมุนไพรที่ท่านแนะนำ จงเชื่อต่อเมื่อท่านนำเอาไปใช้แล้วเป็นผลดีต่อท่านและคนใกล้ตัว แล้วช่วยบอกต่อๆไป ท่านอาจารย์ก็พอใจแล้ว

โดย จัสติน รัตนมงคล